ถังแตก เป็นสำนวน มีความหมายว่า ไม่มีเงิน มักใช้ในกรณีที่เงินขาดมือเป็นครั้งคราว เช่น วันนี้ถังแตก หาอะไรถูก ๆ กินเถอะ
ด้วยเหตุที่สำนวน ถังแตก มีความหมายว่า ไม่มีเงิน จึงมีผู้นำไปเรียกขนมชนิดหนึ่งที่ทำด้วยแป้งเป็นแผ่นโรยน้ำตาลและงาว่า ขนมถังแตก เพราะเป็นขนมที่มีราคาถูก แม้เวลาที่ไม่มีเงินหรือที่เรียกว่า ถังแตก ก็สามารถซื้อรับประทานได้ นอกจากนั้นก็มี ก๋วยเตี๋ยวถังแตก คือ ก๋วยเตี๋ยวที่มีเส้นเป็นส่วนใหญ่ ใส่ผักเล็กน้อย ไม่มีเนื้อสัตว์
สำนวน ถังแตก เกิดจากการเปรียบเทียบกับถังน้ำมันรถที่แตก ไม่สามารถเก็บน้ำมันไว้เป็นเชื้อเพลิง รถจึงไม่มีกำลังที่จะแล่นต่อไปได้ เมื่อนำมาใช้เป็นสำนวน ถังแตก จึงมีความหมายว่า หมดทุนทรัพย์ หมดเงิน แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราว
ที่มา : บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.
11 July 2015
10 July 2015
ที่มาของ "เด็กไม่เอาถ่าน"
เด็กที่วันๆ เอาแต่เล่นเกมส์ออนไลน์ ไม่อ่านหนังสือเรียน การบ้านก็ไม่ทำ
งานบ้านก็ไม่เคยคิดจะหยิบจับช่วยเหลือพ่อแม่ ทานอาหารแล้วไม่รู้จักล้างจานชาม
เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างพฤติกรรมของ "เด็กไม่เอาถ่าน"
ทำไมจึงเรียก "เด็กไม่เอาถ่าน" คาดกันว่าคำนี้มีที่มาจากคำเดิม คือ "เหล็กไม่เอาถ่าน"
เพราะในสมัยก่อนนั้น การหลอมเหล็กหรือตีอาวุธจากเหล็กให้แข็งแกร่งนั้น
จำเป็นต้องใช้ถ่านในการก่อเปลวไฟจนลุกโชน เพื่อให้ความร้อนแก่เหล็ก
แล้วถ่านหรือคาร์บอนจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเนื้อเหล็กหลังจากการถลุง
ถ้าเหล็กไม่มีถ่านผสมอยู่เลย เหล็กนั้นจะมีคุณภาพต่ำ
ไม่แข็งและเหนียวพอที่จะเรียกว่า เหล็กกล้า
แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เหล็กเปราะ
เหล็กที่ดีควรมีคาร์บอนเข้าไปผสมอยู่ประมาณ 0.1 - 1.8%
ช่างตีอาวุธจากเหล็กในสมัยโบราณ จำเป็นต้องคิดค้นหากลวิธี เพื่อขจัดปัญหาดาบหัก
เพราะแสดงถึงกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ดีทำให้เหล็กไม่เอาถ่าน จนกลายเป็นคำพูดติดปาก
เปรียบเทียบนิสัยคนกับอาวุธว่า "เหล็กไม่เอาถ่าน"
ที่มา : หนังสือ ภาษาคาใจ ภาค 3 ถอดรหัสภาษาไทยที่ยัง 'ค้างคาใจ' เขียนโดย สังคีต จันทนะโพธิ
งานบ้านก็ไม่เคยคิดจะหยิบจับช่วยเหลือพ่อแม่ ทานอาหารแล้วไม่รู้จักล้างจานชาม
เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างพฤติกรรมของ "เด็กไม่เอาถ่าน"
ทำไมจึงเรียก "เด็กไม่เอาถ่าน" คาดกันว่าคำนี้มีที่มาจากคำเดิม คือ "เหล็กไม่เอาถ่าน"
เพราะในสมัยก่อนนั้น การหลอมเหล็กหรือตีอาวุธจากเหล็กให้แข็งแกร่งนั้น
จำเป็นต้องใช้ถ่านในการก่อเปลวไฟจนลุกโชน เพื่อให้ความร้อนแก่เหล็ก
แล้วถ่านหรือคาร์บอนจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเนื้อเหล็กหลังจากการถลุง
ถ้าเหล็กไม่มีถ่านผสมอยู่เลย เหล็กนั้นจะมีคุณภาพต่ำ
ไม่แข็งและเหนียวพอที่จะเรียกว่า เหล็กกล้า
แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เหล็กเปราะ
เหล็กที่ดีควรมีคาร์บอนเข้าไปผสมอยู่ประมาณ 0.1 - 1.8%
ช่างตีอาวุธจากเหล็กในสมัยโบราณ จำเป็นต้องคิดค้นหากลวิธี เพื่อขจัดปัญหาดาบหัก
เพราะแสดงถึงกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ดีทำให้เหล็กไม่เอาถ่าน จนกลายเป็นคำพูดติดปาก
เปรียบเทียบนิสัยคนกับอาวุธว่า "เหล็กไม่เอาถ่าน"
ที่มา : หนังสือ ภาษาคาใจ ภาค 3 ถอดรหัสภาษาไทยที่ยัง 'ค้างคาใจ' เขียนโดย สังคีต จันทนะโพธิ
07 July 2015
ที่มาของ "ไม่ดูตาม้าตาเรือ"
ที่มาของสำนวนนี้มาจากการเล่นหมากรุกไทยครับ
ตา คือ ตาตารางบนกระดานหมากรุก มี ๖๔ ตา
ม้า และ เรือ เป็นตัวหมากรุก ม้าเป็นตัวหมากรุกที่เดินหักมุมไปสามตา ส่วนเรือเป็นตัวหมากรุกที่เดินตามยาวได้ตลอดกระดาน ทั้งม้าและเรือมีลักษณะการเดินเป็นพิเศษ ทำให้ระวังยาก คนที่เล่นหมากรุกเป็นคงจะรู้ว่า ตัวหมาก 2 ตัวนี้มีความสำคัญมากในการที่จะเอาชนะ เพราะมันจะสามารถวางกลยุทธ์กินตัวหมากอื่นได้ง่าย
ไม่ดูตาม้าตาเรือ คือ ไม่ระมัดระวัง ไม่ดูตาที่ม้าหรือเรือของอีกฝ่ายหนึ่งจะเดินมาได้ อาจจะต้องถูกม้าหรือเรือกิน ทำให้เสียตัวหมากรุกไป
เมื่อนำมาใช้เป็นสำนวน ไม่ดูตาม้าตาเรือ หมายความว่า สะเพร่า, ไม่ระมัดระวัง เช่น เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเตะถังใส่น้ำ น้ำกระฉอกเลอะพื้นหมดแล้ว เขาเดินตรงไปหาเพื่อนที่อยู่มุมห้อง โดยไม่ดูตาม้าตาเรือว่าเพื่อนกำลังพูดอยู่กับใคร
ที่มา : บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น
ตา คือ ตาตารางบนกระดานหมากรุก มี ๖๔ ตา
ม้า และ เรือ เป็นตัวหมากรุก ม้าเป็นตัวหมากรุกที่เดินหักมุมไปสามตา ส่วนเรือเป็นตัวหมากรุกที่เดินตามยาวได้ตลอดกระดาน ทั้งม้าและเรือมีลักษณะการเดินเป็นพิเศษ ทำให้ระวังยาก คนที่เล่นหมากรุกเป็นคงจะรู้ว่า ตัวหมาก 2 ตัวนี้มีความสำคัญมากในการที่จะเอาชนะ เพราะมันจะสามารถวางกลยุทธ์กินตัวหมากอื่นได้ง่าย
ไม่ดูตาม้าตาเรือ คือ ไม่ระมัดระวัง ไม่ดูตาที่ม้าหรือเรือของอีกฝ่ายหนึ่งจะเดินมาได้ อาจจะต้องถูกม้าหรือเรือกิน ทำให้เสียตัวหมากรุกไป
เมื่อนำมาใช้เป็นสำนวน ไม่ดูตาม้าตาเรือ หมายความว่า สะเพร่า, ไม่ระมัดระวัง เช่น เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเตะถังใส่น้ำ น้ำกระฉอกเลอะพื้นหมดแล้ว เขาเดินตรงไปหาเพื่อนที่อยู่มุมห้อง โดยไม่ดูตาม้าตาเรือว่าเพื่อนกำลังพูดอยู่กับใคร
ที่มา : บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น
04 July 2015
ที่มาของ "หมาเห่าใบตองแห้ง"
หมาเห่าใบตองแห้ง เป็นสำนวน มีความหมายว่า พูดเอะอะแสดงวาจาว่าเป็นคนเก่งกล้าไม่กลัวใคร แต่จริง ๆ แล้วขี้ขลาดและไม่กล้าจริง
หมาเห่าใบตองแห้ง เป็นสำนวนที่เปรียบเทียบกับสุนัขที่ชอบเห่าใบตองแห้ง คือเห่าใบกล้วยที่แห้งติดอยู่กับต้น เวลาลมพัดใบกล้วยแห้งจะแกว่งหรือเสียดสีกัน มีเสียงแกรกกราก สุนัขเห็นอะไรไหว ๆ หรือได้ยินเสียงแกรกกรากก็จะเห่าขึ้น แต่ก็เห่าไปอย่างนั้นเอง ไม่กล้าไปกัดใบตองแห้ง
กิริยาของสุนัขนี้จึงนำมาเปรียบกับคนที่ชอบพูดจาเอะอะในลักษณะที่อวดตัวว่าเก่งกล้า แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ได้กล้าสมกับคำพูด เช่น พวกนี้หมาเห่าใบตองแห้งทั้งนั้น ได้แต่ตะโกนด่าเขาลับหลัง ถ้าเขาเอาจริงก็ขี้คร้านจะวิ่งหนีไม่ทัน
ที่มา : บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น
หมาเห่าใบตองแห้ง เป็นสำนวนที่เปรียบเทียบกับสุนัขที่ชอบเห่าใบตองแห้ง คือเห่าใบกล้วยที่แห้งติดอยู่กับต้น เวลาลมพัดใบกล้วยแห้งจะแกว่งหรือเสียดสีกัน มีเสียงแกรกกราก สุนัขเห็นอะไรไหว ๆ หรือได้ยินเสียงแกรกกรากก็จะเห่าขึ้น แต่ก็เห่าไปอย่างนั้นเอง ไม่กล้าไปกัดใบตองแห้ง
กิริยาของสุนัขนี้จึงนำมาเปรียบกับคนที่ชอบพูดจาเอะอะในลักษณะที่อวดตัวว่าเก่งกล้า แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ได้กล้าสมกับคำพูด เช่น พวกนี้หมาเห่าใบตองแห้งทั้งนั้น ได้แต่ตะโกนด่าเขาลับหลัง ถ้าเขาเอาจริงก็ขี้คร้านจะวิ่งหนีไม่ทัน
ที่มา : บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น
02 July 2015
ที่มาของ "พูดเป็นต่อยหอย"
คำว่า ต่อยหอย ประกอบด้วยคำว่า ต่อย กับ หอย
คำว่า ต่อย หมายถึง เอาของแข็งหรือของหนักเคาะ ตี
หรือทุบสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แตกหรือหลุดออก
เช่น ต่อยหิน ต่อยมะพร้าว ต่อยมะขวิด
ต่อยหอย เป็นสำนวนหนึ่งในภาษาไทย หมายถึง พูดฉอด ๆ, พูดไม่หยุดปาก
สำนวนนี้มาจากการต่อยหอยเช่นหอยนางรมที่เกาะอยู่ตามหิน
วิธีการต่อยเอาหอยนางรมออกมานั้น ทำได้โดยใช้ค้อนเล็ก ๆ เคาะให้เปลือกแตกออก
เพื่อเอาตัวหอยที่อยู่ข้างใน เสียงค้อนกระทบเปลือกหอยจะดังอยู่เรื่อย ๆ
ผู้ที่พูดไม่หยุดจึงเปรียบว่า พูดอย่างกับต่อยหอย หรือ พูดเป็นต่อยหอย
ที่มา : บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.
คำว่า ต่อย หมายถึง เอาของแข็งหรือของหนักเคาะ ตี
หรือทุบสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แตกหรือหลุดออก
เช่น ต่อยหิน ต่อยมะพร้าว ต่อยมะขวิด
ต่อยหอย เป็นสำนวนหนึ่งในภาษาไทย หมายถึง พูดฉอด ๆ, พูดไม่หยุดปาก
สำนวนนี้มาจากการต่อยหอยเช่นหอยนางรมที่เกาะอยู่ตามหิน
วิธีการต่อยเอาหอยนางรมออกมานั้น ทำได้โดยใช้ค้อนเล็ก ๆ เคาะให้เปลือกแตกออก
เพื่อเอาตัวหอยที่อยู่ข้างใน เสียงค้อนกระทบเปลือกหอยจะดังอยู่เรื่อย ๆ
ผู้ที่พูดไม่หยุดจึงเปรียบว่า พูดอย่างกับต่อยหอย หรือ พูดเป็นต่อยหอย
ที่มา : บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.
30 June 2015
ที่มาของ "แน่เหมือนแช่แป้ง"
ชาวบ้านสมัยก่อน เวลาจะจัดงานเลี้ยงหรือทำบุญต่าง ๆ ก็จะต้องจัดเตรียมอาหารหวานคาวกันเอง ผิดกับคนยุคปัจจุบันที่สามารถสั่งทำอาหารหรือซื้อหาได้อย่างสะดวก
อาหารที่ชาวบ้านเลี้ยงกัน ถ้าเป็นงานมงคล ของคาวมักมีขนมจีนยืนพื้น เส้นขนมจีนนั้นทำจากแป้งข้าวเจ้า ส่วนของหวานต่าง ๆ ก็มักมีแป้งข้าวเจ้าหรือแป้งข้าวเหนียวเป็นส่วนประกอบหลัก ดังนั้นเมื่อจะทำอาหารพวกนี้ ก็ต้องแช่ข้าวสารไว้ล่วงหน้า เพื่อสะดวกแก่การตำหรือโม่ (สมัยนี้เขาใช้แป้งสำเร็จรูป ไม่ต้องโม่กันให้เมื่อยมือ) ขั้นตอนนี้เองที่เรียกว่า แช่แป้ง
การแช่แป้งจึงเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าต้องจัดงานขึ้นตามกำหนดแน่ ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว
สำนวน "แน่เหมือนแช่แป้ง" จึงเกิดขึ้น และนำไปใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ มีความหมายว่า แน่นอน
สำนวนนี้บางทีใช้ว่า "ไม่แน่ไม่แช่แป้ง" เป็นสำนวนคู่กับ "ไม่จริงไม่ยิงปืน"
ที่มา: 108 ซองคำถาม
อาหารที่ชาวบ้านเลี้ยงกัน ถ้าเป็นงานมงคล ของคาวมักมีขนมจีนยืนพื้น เส้นขนมจีนนั้นทำจากแป้งข้าวเจ้า ส่วนของหวานต่าง ๆ ก็มักมีแป้งข้าวเจ้าหรือแป้งข้าวเหนียวเป็นส่วนประกอบหลัก ดังนั้นเมื่อจะทำอาหารพวกนี้ ก็ต้องแช่ข้าวสารไว้ล่วงหน้า เพื่อสะดวกแก่การตำหรือโม่ (สมัยนี้เขาใช้แป้งสำเร็จรูป ไม่ต้องโม่กันให้เมื่อยมือ) ขั้นตอนนี้เองที่เรียกว่า แช่แป้ง
การแช่แป้งจึงเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าต้องจัดงานขึ้นตามกำหนดแน่ ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว
สำนวน "แน่เหมือนแช่แป้ง" จึงเกิดขึ้น และนำไปใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ มีความหมายว่า แน่นอน
สำนวนนี้บางทีใช้ว่า "ไม่แน่ไม่แช่แป้ง" เป็นสำนวนคู่กับ "ไม่จริงไม่ยิงปืน"
ที่มา: 108 ซองคำถาม
27 June 2015
ที่มาของ "สู้ยิบตา"
ไก่ป่าเป็นต้นตระกูลของไก่บ้าน คือ ไก่แจ้ รวมไปถึง ไก่ชนด้วย
ไก่แจ้นั้นมีสีแดง รูปร่างและขนาดของไก่ป่านั้น ไก่ป่าร่างสูงกว่า
ไก่ป่านั้นแยกออกเป็นสองประเภท คือ ไก่ป่าธรรมดาและไก่ฟ้าพญาลอ
ขึ้นชื่อว่า ไก่ป่า (ไก่เถื่อน) รูปร่างเปรียว วิ่งและบินได้รวดเร็ว ระมัดระวัง ระแวงภัย ตลอดเวลาที่หากิน มีประสาท หูดีมาก ขี้ตกใจง่าย ได้ยินเสียงแปลกปลอมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้จะบินปร๋อหายไปในทันที<br />
อาการระแวดระวังของไก่ป่า เริ่มตั้งแต่ยังมีสภาพเป็นลูกเจี๊ยบ ธรรมชาติสอนให้มัน รู้จักลี้ภัย โดยที่รู้ว่าภัยมาแน่แล้ว ลูกไก่ป่าจะวิ่งไปซุกตามใบไม้แห้งที่กองสุมอยู่ทั่วไปในป่าอย่างมิดชิด ถ้าไม่สังเกตดูให้ดีจะไม่มีโอกาสรู้เลย
ที่กล่าวเช่นนี้ ก็เพราะมีคนเคยเหยียบลูกไก่ป่าตายก็หลายครั้งแล้ว
ชาวบ้านนั้นสรุปไก่ป่า ว่า มันเป็นไก่ชกมวย (ไก่ชน) ที่สู้จนสุดใจขาดดิ้น เหมือนพันธุ์ไก่ชนที่ทั่ว ๆ ไปนำมาตีเป็นเดิมพันถึงครั้งละแสน ไม่ว่าศัตรูนั้นจะเป็นหมาหรือไก่บ้าน ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง มันจะรุมตีทันที ตีเอาจนกว่าคู่ต่อสู้จะล่าถอย พ้นเขตอิทธิพล
จากเชื้อสายไก่ป่ามาเป็นไก่ชน ไก่ต่อไก่นั้นจะเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ไม่รับรู้ว่าเจ้าของของมันจะแพ้หรือชนะเดิมพัน แม้ถูกเดือยของคู่ต่อสู้จนบริเวณตาฉีก (ไม่ถึงก็บอด) เจ้าของก็จะเย็บแผล (เย็บโดยไม่ต้องมียาชา) และสู้ต่อไปจนครบยก (ยกต่อยกนั้น วงตีไก่ใช้น้ำใส่เกือบเต็มถังพลาสติก ใช้กะลามะพร้าวที่ขัดจนขึ้นมัน ส่วนบนผ่าขวาง แล้วเอาด้านที่มีรูลอยน้ำจะทะลุเข้ารูกะลา เมื่อกะลาจมลง ก็จะถือว่าเป็นหนึ่งยก)
นี่เป็นเรื่องราวของคำว่า ไก่ตาแตก บาดเจ็บ, ไก่ชน-ไก่แจ้ นี่คือที่มาของคำที่ว่า สู้เย็บตา แล้วเพี้ยนมาเป็น สู้ยิบตา
ที่มา: ภาษาคาใจ โดย สังคีต จันทนะโพธิ
ไก่แจ้นั้นมีสีแดง รูปร่างและขนาดของไก่ป่านั้น ไก่ป่าร่างสูงกว่า
ไก่ป่านั้นแยกออกเป็นสองประเภท คือ ไก่ป่าธรรมดาและไก่ฟ้าพญาลอ
ขึ้นชื่อว่า ไก่ป่า (ไก่เถื่อน) รูปร่างเปรียว วิ่งและบินได้รวดเร็ว ระมัดระวัง ระแวงภัย ตลอดเวลาที่หากิน มีประสาท หูดีมาก ขี้ตกใจง่าย ได้ยินเสียงแปลกปลอมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้จะบินปร๋อหายไปในทันที<br />
อาการระแวดระวังของไก่ป่า เริ่มตั้งแต่ยังมีสภาพเป็นลูกเจี๊ยบ ธรรมชาติสอนให้มัน รู้จักลี้ภัย โดยที่รู้ว่าภัยมาแน่แล้ว ลูกไก่ป่าจะวิ่งไปซุกตามใบไม้แห้งที่กองสุมอยู่ทั่วไปในป่าอย่างมิดชิด ถ้าไม่สังเกตดูให้ดีจะไม่มีโอกาสรู้เลย
ที่กล่าวเช่นนี้ ก็เพราะมีคนเคยเหยียบลูกไก่ป่าตายก็หลายครั้งแล้ว
ชาวบ้านนั้นสรุปไก่ป่า ว่า มันเป็นไก่ชกมวย (ไก่ชน) ที่สู้จนสุดใจขาดดิ้น เหมือนพันธุ์ไก่ชนที่ทั่ว ๆ ไปนำมาตีเป็นเดิมพันถึงครั้งละแสน ไม่ว่าศัตรูนั้นจะเป็นหมาหรือไก่บ้าน ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง มันจะรุมตีทันที ตีเอาจนกว่าคู่ต่อสู้จะล่าถอย พ้นเขตอิทธิพล
จากเชื้อสายไก่ป่ามาเป็นไก่ชน ไก่ต่อไก่นั้นจะเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ไม่รับรู้ว่าเจ้าของของมันจะแพ้หรือชนะเดิมพัน แม้ถูกเดือยของคู่ต่อสู้จนบริเวณตาฉีก (ไม่ถึงก็บอด) เจ้าของก็จะเย็บแผล (เย็บโดยไม่ต้องมียาชา) และสู้ต่อไปจนครบยก (ยกต่อยกนั้น วงตีไก่ใช้น้ำใส่เกือบเต็มถังพลาสติก ใช้กะลามะพร้าวที่ขัดจนขึ้นมัน ส่วนบนผ่าขวาง แล้วเอาด้านที่มีรูลอยน้ำจะทะลุเข้ารูกะลา เมื่อกะลาจมลง ก็จะถือว่าเป็นหนึ่งยก)
นี่เป็นเรื่องราวของคำว่า ไก่ตาแตก บาดเจ็บ, ไก่ชน-ไก่แจ้ นี่คือที่มาของคำที่ว่า สู้เย็บตา แล้วเพี้ยนมาเป็น สู้ยิบตา
ที่มา: ภาษาคาใจ โดย สังคีต จันทนะโพธิ
Subscribe to:
Comments (Atom)