30 June 2015

ที่มาของ "แน่เหมือนแช่แป้ง"

ชาวบ้านสมัยก่อน เวลาจะจัดงานเลี้ยงหรือทำบุญต่าง ๆ ก็จะต้องจัดเตรียมอาหารหวานคาวกันเอง ผิดกับคนยุคปัจจุบันที่สามารถสั่งทำอาหารหรือซื้อหาได้อย่างสะดวก

อาหารที่ชาวบ้านเลี้ยงกัน ถ้าเป็นงานมงคล ของคาวมักมีขนมจีนยืนพื้น เส้นขนมจีนนั้นทำจากแป้งข้าวเจ้า ส่วนของหวานต่าง ๆ ก็มักมีแป้งข้าวเจ้าหรือแป้งข้าวเหนียวเป็นส่วนประกอบหลัก ดังนั้นเมื่อจะทำอาหารพวกนี้ ก็ต้องแช่ข้าวสารไว้ล่วงหน้า เพื่อสะดวกแก่การตำหรือโม่ (สมัยนี้เขาใช้แป้งสำเร็จรูป ไม่ต้องโม่กันให้เมื่อยมือ) ขั้นตอนนี้เองที่เรียกว่า แช่แป้ง

การแช่แป้งจึงเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าต้องจัดงานขึ้นตามกำหนดแน่ ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว
สำนวน "แน่เหมือนแช่แป้ง" จึงเกิดขึ้น และนำไปใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ มีความหมายว่า แน่นอน
สำนวนนี้บางทีใช้ว่า "ไม่แน่ไม่แช่แป้ง" เป็นสำนวนคู่กับ "ไม่จริงไม่ยิงปืน"

ที่มา: 108 ซองคำถาม

27 June 2015

ที่มาของ "สู้ยิบตา"

ไก่ป่าเป็นต้นตระกูลของไก่บ้าน คือ ไก่แจ้ รวมไปถึง ไก่ชนด้วย
ไก่แจ้นั้นมีสีแดง รูปร่างและขนาดของไก่ป่านั้น ไก่ป่าร่างสูงกว่า

ไก่ป่านั้นแยกออกเป็นสองประเภท คือ ไก่ป่าธรรมดาและไก่ฟ้าพญาลอ

ขึ้นชื่อว่า ไก่ป่า (ไก่เถื่อน) รูปร่างเปรียว วิ่งและบินได้รวดเร็ว ระมัดระวัง ระแวงภัย ตลอดเวลาที่หากิน มีประสาท หูดีมาก ขี้ตกใจง่าย ได้ยินเสียงแปลกปลอมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้จะบินปร๋อหายไปในทันที<br />

อาการระแวดระวังของไก่ป่า เริ่มตั้งแต่ยังมีสภาพเป็นลูกเจี๊ยบ ธรรมชาติสอนให้มัน รู้จักลี้ภัย โดยที่รู้ว่าภัยมาแน่แล้ว ลูกไก่ป่าจะวิ่งไปซุกตามใบไม้แห้งที่กองสุมอยู่ทั่วไปในป่าอย่างมิดชิด ถ้าไม่สังเกตดูให้ดีจะไม่มีโอกาสรู้เลย

ที่กล่าวเช่นนี้ ก็เพราะมีคนเคยเหยียบลูกไก่ป่าตายก็หลายครั้งแล้ว

ชาวบ้านนั้นสรุปไก่ป่า ว่า มันเป็นไก่ชกมวย (ไก่ชน) ที่สู้จนสุดใจขาดดิ้น เหมือนพันธุ์ไก่ชนที่ทั่ว ๆ ไปนำมาตีเป็นเดิมพันถึงครั้งละแสน ไม่ว่าศัตรูนั้นจะเป็นหมาหรือไก่บ้าน ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง มันจะรุมตีทันที ตีเอาจนกว่าคู่ต่อสู้จะล่าถอย พ้นเขตอิทธิพล

จากเชื้อสายไก่ป่ามาเป็นไก่ชน ไก่ต่อไก่นั้นจะเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ไม่รับรู้ว่าเจ้าของของมันจะแพ้หรือชนะเดิมพัน แม้ถูกเดือยของคู่ต่อสู้จนบริเวณตาฉีก (ไม่ถึงก็บอด) เจ้าของก็จะเย็บแผล (เย็บโดยไม่ต้องมียาชา) และสู้ต่อไปจนครบยก (ยกต่อยกนั้น วงตีไก่ใช้น้ำใส่เกือบเต็มถังพลาสติก ใช้กะลามะพร้าวที่ขัดจนขึ้นมัน ส่วนบนผ่าขวาง แล้วเอาด้านที่มีรูลอยน้ำจะทะลุเข้ารูกะลา เมื่อกะลาจมลง ก็จะถือว่าเป็นหนึ่งยก)

นี่เป็นเรื่องราวของคำว่า ไก่ตาแตก บาดเจ็บ, ไก่ชน-ไก่แจ้ นี่คือที่มาของคำที่ว่า สู้เย็บตา แล้วเพี้ยนมาเป็น สู้ยิบตา

ที่มา: ภาษาคาใจ โดย สังคีต จันทนะโพธิ

26 June 2015

ที่มาของ "หัวกระไดไม่แห้ง"

หัวกระไดไม่แห้ง เป็นสำนวน มีความหมายว่า มีแขกมาเยี่ยมอยู่เสมอ ๆ

ในสมัยโบราณนิยมวางตุ่มน้ำไว้ข้างบันไดเรือน สำหรับใช้ล้างเท้าก่อนขึ้นเรือน  เมื่อมีแขกมาเยี่ยมมาก ๆ น้ำที่ติดเท้าแขกขึ้นไปทำให้มีรอยเปียกไปถึงหัวกระได หรือหัวบันได จึงใช้เป็นสำนวนว่า หัวกระไดไม่แห้ง หรือบางคนก็พูดว่า หัวบันไดไม่แห้ง

สำนวนนี้นิยมใช้ในภาษาพูด มักใช้ในกรณีที่เจ้าของบ้านมีลูกสาวสวยหรือหลานสาวสวย จนเป็นเหตุให้มีชายหนุ่มมาหมายปองและมาเยี่ยมเยียนอยู่ตลอดเวลา เช่น มีลูกสาวสวยอย่างนี้ แขกก็เลยมาเยี่ยมเยียนหัวกระไดไม่แห้งน่ะสิ หรืออาจใช้ในกรณีที่เจ้าของบ้านเป็นผู้มีอำนาจวาสนา มีผู้มาขอพบอยู่เสมอ ๆ เช่น ตั้งแต่ได้เป็นใหญ่เป็นโตก็มีผู้มาขอพบจนหัวกระไดไม่แห้งเลย

ที่มา :  บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"  ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

24 June 2015

ที่มาของ "แพะรับบาป"

"แพะรับบาป" เป็นสำนวนที่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
ให้บทนิยามว่า "คนที่รับเคราะห์กรรมแทนผู้อื่นที่ทำกรรมนั้น"
ปัจจุบันคนที่เป็น "แพะรับบาป" บางทีก็เรียกกันสั้น ๆ ว่าเป็น "แพะ"

สำนวน "แพะรับบาป" ชวนให้สงสัยว่า เหตุใดจึงต้องเป็น "แพะ" ที่รับบาป
พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล ฉบับราชบัณฑิตยสถาน มีข้อมูลที่ช่วยไขข้อข้องใจได้ดังนี้

แพะรับบาป มาจากภาษาอังกฤษว่า scapegoat  ในศาสนายิว
ที่มาของคำนี้ปรากฏในคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม
ซึ่งเป็นคัมภีร์ของชาวอิสราเอลที่มีภูมิหลังเป็นผู้เลี้ยงแพะหรือแกะเป็นอาชีพ

แพะรับบาปเป็นพิธีปฏิบัติในวันลบบาปประจำปีของชาวอิสราเอล
ซึ่งเริ่มด้วยการที่ปุโรหิตถวายวัวเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของตนเองและครอบครัว
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ปุโรหิตจะนำแพะ ๒ ตัวไปถวายพระเป็นเจ้าที่ประตูเต็นท์นัดพบ
และจะเป็นผู้จับสลากเลือกแพะ ๒ ตัวนั้น

สลากใบที่ ๑ หากตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นจะถูกฆ่าและถวายพระเป็นเจ้า
เป็นเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาปของประชาชน เรียกว่า "แพะไถ่บาป"

ส่วนสลากใบที่ ๒ หากตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นจะถูกนำไปถวายพระเป็นเจ้าทั้งยังมีชีวิตอยู่
แล้วใช้ทำพิธีลบบาปของประชาชนโดยยกบาปให้ตกที่แพะตัวนั้น

เสร็จแล้วก็จะปล่อยแพะตัวนั้นให้นำบาปเข้าไปในป่าลึกจนทั้งแพะและบาปไม่สามารถกลับมาอีก
แพะที่ถูกจับโดยสลากใบที่ ๒ นี้ เรียกว่า "แพะรับบาป"

ส่วน "แพะรับบาป" ในศาสนาฮินดู มีผู้สันนิษฐานว่า
ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญได้ออกจากร่างมนุษย์ไปสู่ร่างม้า
เมื่อฆ่าม้า ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญก็ออกจากตัวม้าไปสู่ร่างโค
เมื่อฆ่าโคก็ไปสู่ร่างแกะ และจากแกะไปสู่แพะ
ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญคงจะอยู่ในตัวแพะนานที่สุด
ดังนั้นแพะจึงกลายเป็นสัตว์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้ฆ่าบูชายัญ
ซึ่งเป็นที่มาอีกอย่างหนึ่งของคำว่า "แพะรับบาป"

คำว่า scapegoat  บางตำราให้ข้อมูลว่ามาจาก escape+goat แปลว่า แพะที่หนีไป

ที่มา: ราชบัณฑิตยสถาน

22 June 2015

ที่มาของ "หัวลำโพง"

คำว่า หัวลำโพงนี้ คงตอบอย่างที่ศัพท์ปัจจุบันเขาว่า 'ฟันธง' ลงไปเลยไม่ได้
         
เพราะคำตอบหนึ่งเป็นคำตอบอย่างสันนิษฐาน โดยอ้างคำบอกเล่าจากคนสมัยก่อนโน้น
อีกคำตอบหนึ่งอ้างตามพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
       
ว่าตามคำบอกเล่าที่อ้างกันว่าเป็นคำบอกเล่าจากคนสมัยรัชกาลที่ ๕ ก่อน
ท่านว่า สมัยรัชกาลที่ ๕ เรียกแถบนี้ว่า 'ทุ่งวัวลำพอง'
ต่อมามีรถลาก เจ๊กลากรถแกพูดไม่ชัด กลายเป็น 'ฮั่วน่ำโพ้ง'
คนไทยยุคหลังเห็นว่าน่าจะเป็นคำไทยว่า 'หัวลำโพง' ก็เลยเป็นหัวลำโพงมาจนทุกวันนี้
       
ทีนี้ ผู้เล่าได้ไปอ่านพบพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ ๕ องค์หนึ่ง เป็นพระราชหัตถเลขา
พระราชทานไปยังเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
เมื่อยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์
เจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓

พระราชหัตถเลขานี้ทรงแสดงถึงความห่วงใยว่า
สถานที่ที่เคยเรียกกันอย่างไทยๆจนพลอยเรียกชื่อเพี้ยนตามอย่างฝรั่งไปเสียหมดตอนหนึ่งว่า
"เช่น หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยเราพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง
นี่เป็นเรื่องที่ควรจะฟาดเคราะห์จริงๆ"

ผู้เล่าลองค้นดูเอกสารต่างๆถึงเรื่องหัวลำโพงและวัวลำพอง
ปรากฏว่า พบในพระราชหัตถเลขา พระราชทานกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล
เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ เรื่องเพลิงไหม้บ้านเรือนนายเอี่ยม ว่า
"บ้านเรือนนายเอี่ยม ซึ่งตั้งอยู่ริมวัดวัวลำพอง"

แต่พระราชหัตถเลขา เรื่องเดียวกัน พระราชทานลงไปเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘
ทรงเรียกตำบลที่วัดวัวลำพองตั้งอยู่ว่า 'ตำบลหัวลำโพง' ดังนี้
       
"ด้วยได้รับหนังสือมีมาที่กรมขุนสมมตอมรพันธ์ ลงวันที่ ๑๓ เดือนนี้ ส่งร่างประกาศ
ห้ามการปลูกเรือนโรงกำบังด้วยไม้ขัดแตะ หรือแผงในที่เพลิงไหม้ ตำบลหัวลำโพง
มาขออนุญาตออกประกาศนั้น ทราบแล้ว อนุญาต"
       
แสดงว่า ในรัชกาลที่ ๕ นั้น
เรียกวัดที่ตำบลหัวลำโพงว่า วัดวัวลำพอง
แต่เรียกตำบลว่าตำบลหัวลำโพง
       
เมื่อเป็นดังนี้ ผู้เล่าจึงใคร่ขอสันนิษฐานเองว่า
ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อขุดคลองผดุงกรุงเกษม
พื้นที่ฟากเหนือคลองผดุงใต้ป้อมผลาญไพรีราบ คงเรียกกันว่า หัวลำโพง
อาจเป็น หัวทุ่ง หัวนาที่มีต้นลำโพงขึ้นอยู่มาก
(ทำนองเดียวกับวัดตะเคียน ซึ่งเดิมมีทุ่งตะเคียนเป็นที่พักเกวียน)

ทีนี้ ในรัชกาลที่ ๔ โปรดฯให้ขุดคลอง ใต้ป้อมผลาญไพรีราบ
จากคลองผดุงฯ ออกไปบรรจบกับคลองพระโขนง
โกยดินขึ้นมาทำถนนเรียกว่าถนนตรง (คือถนนพระราม ๔ ปัจจุบันนี้ พวกจีนที่อยู่มาก่อนคงจะเรียกแถบนี้ว่า 'ฮั่วน่ำโพ้ง'

แต่พวกฝรั่งที่เพิ่งไปๆมาๆ (ตามพระราชหัตถเลขา) คงเรียกตามสำเนียงฝรั่งว่า ฮั่วลำพอง
หรืออะไรๆที่คล้ายกับ 'วัวลำพอง'
วัดเก่าที่มีอยู่ไม่เคยมีชื่อเป็นเรื่องเป็นราวเลยพลอยเป็นวัดวัวลำพองไปด้วย
         
ก็เป็นอันว่า แล้วแต่ผู้ใดจะเชื่อ

เชื่อว่า เดิมชื่อ วัวลำพอง แล้วเจ๊กเรียกเพี้ยนเป็น ฮั่วน่ำโพ้ง ไทยเลยเรียก หัวลำโพง
หรือ เดิมชื่อ หัวลำโพง อยู่แล้ว ฝรั่งเรียกเพี้ยนเป็นวัวลำพอง
ไทยพลอยหาว่าชื่อหัวลำโพง มาจากเจ๊กเรียก ฮั่วน่ำโพ้ง
แล้วแต่จะพิจารณากันเอง

ที่มา: บทความเรื่อง "คว่ำบาตร" และ "หัวลำโพง" สำนวนนี้มีที่มาอย่างไร
โดย  จุลลดา ภักดีภูมินทร์ หนังสือสารคดี
ฉบับที่ 2687 ปีที่  52 ประจำวัน  อังคาร ที่  18 เมษายน  2549

19 June 2015

ที่มาของ "คว่ำบาตร"

คว่ำบาตร ค้นคว้าจากหนังสือหลายเล่ม จึงพบจากหนังสือเกร็ดภาษา หนังสือไทย ของ อาจารย์โสมทัต เทเวศร์ ท่านว่า 'บาตร' นั้น เป็นที่รู้กันว่าเป็นหนึ่งในอัฐบริขาร (เครื่องใช้แปดอย่างของพระภิกษุ ที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธบัญญัติไว้)

เมื่อพระภิกษุออกบิณฑบาต ประคองบาตรเดินไปยังเคหสถานของผู้ใด ก็หมายความว่ามาบิณฑบาต ท่านจะหยุดประคองบาตรเอาไว้ และเปิดฝาบาตรรับอาหารที่เจ้าของบ้านนำมาตักบาตร โดยไม่ต้องพูดจา เป็นธรรมสืบมาแต่สมัยพระพุทธองค์

ส่วนเรื่อง คว่ำบาตร นั้น อาจารย์โสมทัต เทเวศร์ ท่านเล่าตำนานเอาไว้ (ขออนุญาตท่านตัดตอนมาลงโดยละเอียด) ดังนี้

"การคว่ำบาตรนั้น เป็นการคว่ำจริงๆในเมืองไทยเรายังไม่เคยได้ยินว่าได้ทำการคว่ำบาตรจริงๆที่ไหน เคยทราบแต่ว่าได้มีขึ้นในลังกาครั้งหนึ่ง ตามเรื่องว่า

มีกษัตริย์ลังกาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระยาทาโฐปดิษย์ที่ ๒ หรือเรียกตามพระนามเดิมว่า หัตถทาฐกุมาร พระราชาพระองค์นี้จะทรงสร้างวิหารลงในที่แห่งหนึ่ง แต่พระเถระเจ้าทั้งหลายไม่เห็นพ้องด้วย ห้ามว่าสีมานี้ไม่ควรมี แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเชื่อฟัง ได้ทำไปตามความพอพระทัยของพระองค์ พระเถระเจ้าทั้งหลายทราบเรื่องว่า พระราชาไม่เชื่อฟังพระสงฆ์ที่ทักท้วง ก็พากันลงทัณฑกรรมสวดคว่ำบาตรพระราชา

การที่พระราชาถูกสวดคว่ำบาตรนั้น เป็นไปตามพระบาลีที่มีมาในพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงตั้งเป็นพุทธอาญาไว้ มีความว่า อสัทโธ โย อุปาสิโก อุบาสกใดผู้ไม่เลื่อมใสศรัทธา มิได้เชื่อฟังคำพระวินัยแลได้เพียรพยายามจะให้ภิกขุเสื่อมทรามจากลาภสักการะทั้งปวง ปากกล้าสาบาน ด่าทอต่อตีสงฆ์องค์เจ้า ก็ต้องในบทว่า ปัตจานิกุชชนัง ตัสสกัตตัพพัง คือให้สงฆ์พึงกระทำการคว่ำบาตรแก่อุบาสกนั้น

ครั้นว่า อุบาสก อุบาสิกา ที่ถูกสวดคว่ำบาตร รู้สำนึกโทษและได้มาขอขมาโทษต่อพระสงฆ์แล้ว จึงให้ภิกษุถือบาตรหลายไปอย่างบิณฑบาต แล้วไปยืนอยู่ที่ประตูบ้านของอุบาสกอุบาสิกาที่ถูกคว่ำบาตรนั้น เป็นการแสดงว่า สงฆ์ได้ยกโทษให้แล้ว"

คว่ำบาตร จึงมาจากธรรมเนียมทางฝ่ายสงฆ์ หมายถึงไม่สมาคมด้วย ต่อมาทางฆราวาสโดยเฉพาะวงการการเมืองและธุรกิจ จึงนำมาใช้บ้างจนเป็นสำนวนที่แพร่หลายทั่วไป

ที่มา: บทความเรื่อง "คว่ำบาตร" และ "หัวลำโพง" สำนวนนี้มีที่มาอย่างไร โดย จุลลดา ภักดีภูมินทร์ หนังสือสารคดี ฉบับที่ 2687 ปีที่ 52 ประจำวัน อังคาร ที่ 18 เมษายน 2549

17 June 2015

ที่มาของ "ฟันธง"

ก่อนจะพูดถึงคำว่า "ฟันธง" ขอพูดถึงคำว่า "ฟัน" ที่เป็นคำกริยาก่อน

ดร. นิตยา กาญจนะวรรณ อธิบายไว้ว่า คำว่า ฟัน นอกจากมีความหมายว่าเอาของมีคมฟาดลงไปแล้ว

ปัจจุบันคำนี้มีความหมายที่ขยายออกไปเป็นจำนวนมาก เช่น

-กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ตัวอย่างประโยค "งานนี้ฟันไปหลายล้านบาท"

-จัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ตัวอย่างประโยค "เจ้านายเป็นคนตรง ถ้าลูกน้องทำผิดก็จะฟันทันที"

-กระทำการทางเพศ
ตัวอย่างประโยค "ยายคนนั้นน่ะ กูฟันไปเรียบร้อยแล้ว"

ทีนี้มาถึงคำว่า "ธง" และ "ฟันธง"

คำว่า ธง ตรงกับคำว่า flag ในภาษาอังกฤษ The American Heritage Dictionary of the English Language กล่าวไว้ว่า หมายถึงการส่งสัญญาณให้หยุดได้ด้วย
ดังในความว่า "flag down a passing car"

คำว่า flag down เมื่อแปลมาเป็นไทย ก็กลายเป็น "ฟันธง" ไปได้อย่างไม่เคอะเขิน กิริยาฟันธงนี้จะเห็นได้ในกีฬาแข่งรถ ใช้เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าถึงเส้นชัยแล้ว

ธง นอกจากเป็นอุปกรณ์ซึ่งใช้เป็นอาณัติสัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ความหมายยังขยายออกไป หมายถึง แนวคำตอบสำหรับข้อสอบ ได้ด้วย

ตัวอย่างประโยค "อาจารย์ใหญ่ให้ธงคำตอบมาแล้ว เดี๋ยวพวกเราช่วยกันตรวจข้อสอบพวกนี้ก็ได้" คำอธิบายความหมายนี้ ตรงกับข้อมูลที่ "ซองคำถาม" ได้มาจากเว็บไซต์ pantip.com ห้องสมุด

มีผู้เข้ามาอธิบาย (ขออภัยที่ลืมชื่อผู้ให้ข้อมูล) ว่า "ศัพท์นี้ใช้มาก่อนในวงการนิติศาสตร์ เวลาตอบข้อสอบหรือตัดสินคดีความ 'ธง' คือประเด็นใหญ่หลักใหญ่ คือตัวบทมาตราข้อกฎหมายหลักที่นำมาปรับใช้กับกรณีนั้นหรือโจทย์ข้อสอบนั้น

การให้คะแนนของอาจารย์จะแบ่งเป็นส่วน ๆ แต่ส่วนแรกต้องถูกต้องเสียก่อน เรียกว่า 'ธงถูก' หรือ 'ฟันธงถูก' สามารถอ้างอิงบทมาตราได้ชัดเจน ถ้าไม่ถูกตั้งแต่ต้น อาจารย์จะไม่อ่านต่อ ไม่ให้คะแนนเลย แต่ถ้าธงถูก ฟันธงถูกก็ได้คะแนนไปเกินครึ่ง แต่จะได้มากได้น้อยแค่ไหนต้องตามไปดูอรรถาธิบายขั้นต่อ ๆ ไป

การตอบ 'ฟันธง' ก็คือสรุปให้ชัดเจนก่อน ณ เบื้องต้นว่าหลักการคืออะไร จากนั้นจึงค่อย ๆ สาธยายเหตุผล"

สรุปว่า ปัจจุบันคำ "ฟันธง" มีความหมายว่า ตัดสินว่าต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ตัวอย่างประโยค "การชกมวยนัดนี้ฟันธงลงไปได้เลยว่าฝ่ายแดงจะต้องเป็นฝ่ายชนะ"

โดยคำนี้มีที่มาจากแวดวงการเรียนนิติศาสตร์

ที่มา 108 ซองคำถาม

15 June 2015

ที่มาของ "เย็นตาโฟ"

เย็นตาโฟไม่ใช่ภาษาไทยแน่นอน ยิ่งเป็นชื่อเรียกก๋วยเตี๋ยวชนิดหนึ่งด้วยแล้ว ชื่อนี้ต้องมาจากภาษาจีนแน่ ๆ แต่ถ้าไปถามคนจีนในประเทศจีนว่า เคยกินเย็นตาโฟไหม เขาคงงง ! เพราะ"เย็นตาโฟ" เป็นภาษาจีนที่เรียกอย่างสะดวกปากคนไทย

อาจารย์นพพร สุวรรณพานิช ผู้จัดทำพจนานุกรมหัวป่าก์และปลายจวัก กล่าวถึงอาหารชนิดนี้ว่า เย็นตาโฟที่เราชอบกินกันนั้น ภาษาจีนแต้จิ๋ว เรียกว่า ยี่อ่องเต่าฝู่

เป็นอาหารคาวใส่ผักบุ้ง เต้าหู้ เลือดหมู ภาษาอังกฤษพูดว่า Brewed Bean Curd

ชื่อ ยี่อ่องเต่าฝู่ คนไทยเรียกกันไปเรียกกันมา ก็กลายเป็น เย็นตาโฟ เรื่องภาษาเพี้ยนนี่ เป็นเรื่องถนัดของคนไทย ภาษาต่างชาติที่ออกเสียงยาก คนไทยจะดัดแปลงให้เข้ากับลิ้นตัวเอง...สบายไป

เย็นตาโฟที่ชาวไทยกินอยู่เวลานี้ ต้องใส่ซอสแดง (บางทีอาจใช้เต้าหู้ยี้มาก่อน แล้วเปลี่ยนเป็นซอสแดงให้ถูกสตางค์ลง) ปลาหมึกกรอบ บางร้านใส่แมงกะพรุน แต่ระยะหลังมีคนเจ้าคิด (อาจคิดโดยผู้นิยมอาหารมังสวิรัติ) ใช้เห็ดหูหนูขาวแทน ขอยกนิ้วให้คนคิด เพราะเห็ดหูหนูขาวเคี้ยวเพลิน ให้สัมผัสเหมือนแมงกะพรุน แต่ไม่เหม็นคาวเลย

ที่มา: 108 ซองคำถาม