คว่ำบาตร ค้นคว้าจากหนังสือหลายเล่ม จึงพบจากหนังสือเกร็ดภาษา
หนังสือไทย ของ อาจารย์โสมทัต เทเวศร์ ท่านว่า
'บาตร' นั้น เป็นที่รู้กันว่าเป็นหนึ่งในอัฐบริขาร
(เครื่องใช้แปดอย่างของพระภิกษุ ที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธบัญญัติไว้)
เมื่อพระภิกษุออกบิณฑบาต ประคองบาตรเดินไปยังเคหสถานของผู้ใด
ก็หมายความว่ามาบิณฑบาต ท่านจะหยุดประคองบาตรเอาไว้
และเปิดฝาบาตรรับอาหารที่เจ้าของบ้านนำมาตักบาตร
โดยไม่ต้องพูดจา เป็นธรรมสืบมาแต่สมัยพระพุทธองค์
ส่วนเรื่อง คว่ำบาตร นั้น อาจารย์โสมทัต เทเวศร์ ท่านเล่าตำนานเอาไว้
(ขออนุญาตท่านตัดตอนมาลงโดยละเอียด) ดังนี้
"การคว่ำบาตรนั้น เป็นการคว่ำจริงๆในเมืองไทยเรายังไม่เคยได้ยินว่าได้ทำการคว่ำบาตรจริงๆที่ไหน
เคยทราบแต่ว่าได้มีขึ้นในลังกาครั้งหนึ่ง ตามเรื่องว่า
มีกษัตริย์ลังกาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระยาทาโฐปดิษย์ที่ ๒
หรือเรียกตามพระนามเดิมว่า หัตถทาฐกุมาร
พระราชาพระองค์นี้จะทรงสร้างวิหารลงในที่แห่งหนึ่ง
แต่พระเถระเจ้าทั้งหลายไม่เห็นพ้องด้วย ห้ามว่าสีมานี้ไม่ควรมี
แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเชื่อฟัง ได้ทำไปตามความพอพระทัยของพระองค์
พระเถระเจ้าทั้งหลายทราบเรื่องว่า พระราชาไม่เชื่อฟังพระสงฆ์ที่ทักท้วง
ก็พากันลงทัณฑกรรมสวดคว่ำบาตรพระราชา
การที่พระราชาถูกสวดคว่ำบาตรนั้น
เป็นไปตามพระบาลีที่มีมาในพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงตั้งเป็นพุทธอาญาไว้
มีความว่า อสัทโธ โย อุปาสิโก อุบาสกใดผู้ไม่เลื่อมใสศรัทธา
มิได้เชื่อฟังคำพระวินัยแลได้เพียรพยายามจะให้ภิกขุเสื่อมทรามจากลาภสักการะทั้งปวง
ปากกล้าสาบาน ด่าทอต่อตีสงฆ์องค์เจ้า ก็ต้องในบทว่า ปัตจานิกุชชนัง ตัสสกัตตัพพัง
คือให้สงฆ์พึงกระทำการคว่ำบาตรแก่อุบาสกนั้น
ครั้นว่า อุบาสก อุบาสิกา ที่ถูกสวดคว่ำบาตร รู้สำนึกโทษและได้มาขอขมาโทษต่อพระสงฆ์แล้ว
จึงให้ภิกษุถือบาตรหลายไปอย่างบิณฑบาต
แล้วไปยืนอยู่ที่ประตูบ้านของอุบาสกอุบาสิกาที่ถูกคว่ำบาตรนั้น
เป็นการแสดงว่า สงฆ์ได้ยกโทษให้แล้ว"
คว่ำบาตร จึงมาจากธรรมเนียมทางฝ่ายสงฆ์ หมายถึงไม่สมาคมด้วย
ต่อมาทางฆราวาสโดยเฉพาะวงการการเมืองและธุรกิจ
จึงนำมาใช้บ้างจนเป็นสำนวนที่แพร่หลายทั่วไป
ที่มา: บทความเรื่อง "คว่ำบาตร" และ "หัวลำโพง" สำนวนนี้มีที่มาอย่างไร
โดย จุลลดา ภักดีภูมินทร์ หนังสือสารคดี
ฉบับที่ 2687 ปีที่ 52 ประจำวัน อังคาร ที่ 18 เมษายน 2549
No comments:
Post a Comment