14 May 2015

บ้านครัว ราชเทวี จุดเริ่มต้นของ จิม ทอมป์สัน

สมัยหนุ่มๆ ผมเคยอยู่ที่บ้านครัว ริมคลองแสนแสบ เจริญผลนี่เอง แถวนี้มีคนหลายชาติหลายภาษาอยู่ร่วมกันมานานถึงร้อยกว่าปีแล้ว มีแต่รักใคร่ปรองดองกันดีครับ

 ครั้งก่อนเรียกว่า "หมู่บ้านอาสาจาม" เพราะแขกจามอาสาศึกตั้งแต่สงครามเก้าทัพ ต่อมาก็ยกครอบครัวมาลงหลักปักฐานกันมากมาย สมัยก่อนเรียกว่า "ยกครัว" นับวันยิ่งมีการอพยพครอบครัวมาอยู่กันมากขึ้นทุกที เลยเรียกว่า "บ้านครัว"

แขกจามที่นับถือศาสนาอิสลามก็เรียกว่า "แขกครัว"

ชาวเขมรก็มีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มมะเปรียง, พุมมะปรางค์, พุมมะเปรย เป็นต้น...อาชีพที่ขึ้นหน้าขึ้นตาคือทอผ้าไหม จิม ทอมป์สัน "ราชาผ้าไหมไทย" ก็มาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ รุ่งเรืองสุดๆ โด่งดังไปทั้งโลก จนหายสาบสูญไปในมาเลเซียเมื่อราว 30-40 ปีมาแล้ว

อาชีพรองลงมาคือทำประมงน้ำจืด เก่งทางดำน้ำ ว่ายน้ำ จับปลา เพราะเคยทำมาก่อนเมื่อตอนอยู่ริมทะเลสาบในกัมพูชา

ทั้งปลาสด ปลากรอบ ปลารมควัน (ด้วยกาบมะพร้าว) สมัยก่อนทั้งกินทั้งขาย แถมนำไปแลกเปลี่ยนกับของกินของใช้ต่างๆ แม้แต่เส้นไหมดิบที่สั่งมาจากเขมรและญวน รวมทั้งภาคอีสานของเราเพื่อนำมาทอเป็นผืนผ้าต่อไป

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การย้อมผ้าเขาถือเคล็ดลางกัน เช่น เวลาย้อมจะต้องออกไปไกลผู้คน ไม่ให้พระสงฆ์ หรือผู้หญิงมีครรภ์เข้าใกล้ เชื่อกันว่าจะทำให้สีผ้าซีดจางจนใช้ไม่ได้

ช่วงที่ผมแตกเนื้อหนุ่ม ผ้าไหมบ้านครัวขายดีมากจนทอไม่ทัน จิม ทอมป์สันเห็นว่าการทอผ้าแบบโบราณ ใช้กี่พุ่งทอด้วยมือเสียเวลาโดยใช่เหตุ จึงนำกี่กระตุกซึ่งใช้ทั้งมือและเท้า ทำให้ทอผ้าได้รวดเร็วขึ้นมาใช้งานแทน

แทบทุกบ้านจะมีเส้นไหมสีสวยๆ ตากไว้ตามระเบียงจนกว่าจะแห้ง แล้วกรอเข้าหลอด นำเส้นไหมมาหวี เข้ากี่เพื่อทอเป็นผืนผ้าต่อไปตามต้องการ ทั้งผ้าขาวม้า ผ้าโสร่งมีหมด

ที่มา : คอลัมน์ ขนหัวลุก โดย ใบหนาด - ข่าวสด หน้า 26 - ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม 2557


ชาวบ้านครัวแต่เดิมนั้นเป็นชุมชนชาวแขกจาม หรือคนอิสลามที่มาจากจามปา หรือประเทศเขมร ซึ่งอพยพมาอยู่บริเวณนี้ตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์และสืบทอดลูกหลานมาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสืบทอดฝีมือการทอผ้าซึ่งเป็นอาชีพของชาวชุมชนบ้านครัวส่วนใหญ่นี้ด้วย

การทอผ้าของชาวบ้านครัวนี้ก็เพื่อไว้ใช้สอยเองบ้าง รวมทั้งส่งไปขายตามต่างจังหวัด เช่นล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาไปขายคนทางจังหวัดอยุธยาบ้าง จนเมื่อจิม ทอมป์สัน หรือที่ชาวบ้านครัวเรียกว่า"นายห้างจิม"ฝรั่งชาวอเมริกันผู้หลงรักไหมไทยเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านครัวทอผ้าไหมเพื่อส่งขายในรูปแบบต่างๆ ภายใต้ชื่อยี่ห้อจิม ทอมป์สัน จนผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก ก็ทำให้การทอผ้าของชาวบ้านครัวในตอนนั้นเฟื่องฟูยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

สำหรับลุงอู๊ดนั้นก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มรู้จักกับการทอผ้าไหมมาตั้งแต่อายุ 13 ปี โดยเริ่มประสบการณ์ในแวดวงนี้ด้วยการรับจ้างย้อมไหม โดยเมื่อก่อนนี้จะเป็นการย้อมสีธรรมชาติโดยนำมาต้มกับไม้แกแล ซึ่งจะให้สีเหมือนสีหมากสุก หรือใช้ลูกแสดซึ่งให้สีส้ม จากนั้นในช่วงหลังที่นายห้างจิมเข้ามาจึงมีการใช้สีเคมีกันมากขึ้น

ลุงอู๊ดเล่าถึงบรรยากาศในช่วงสมัยนั้นให้ฟังว่า นายห้างจิมเข้ามาบอกกับคนในชุมชนว่า เขาจะเอาเส้นไหมมาให้ เอาสีมาให้ แล้วให้ทอผ้าส่งเขาได้ไหม จากนั้นแถบนี้ก็เลยทอผ้าส่งจิม ทอมป์สันกันทั้งหมู่บ้าน ถึงเวลาก็ไปเอาไหม เอาสีจากที่บริษัทมาจัดการทอเป็นผืน รวมทั้งเปลี่ยนจากการใช้กี่กระทบแบบเก่ามาเป็นกี่กระตุกเพื่อจะทอผ้าได้เร็วขึ้น

เที่ยว บ้านครัว ชมชุมชนทอผ้ากลางกรุง

และโชคดีที่นายห้างจิมได้ที่ดินมาปลูกสร้างบ้านอยู่อีกฟากของคลองมหานาคตรงข้ามชุมชนบ้านครัวพอดิบพอดี ดังนั้นชาวบ้านครัวจึงได้มีโอกาสพบกับนายห้างซึ่งแวะเวียนมาดูการผลิตผ้าไหมถึงที่อยู่บ่อยๆ ฉันเลยถามลุงอู๊ดว่าจิม ทอมป์สันในตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ลุงอู๊ดเล่าว่า "เขาก็แวะมาดูการทอผ้าไหมบ่อยๆ ก็เป็นคนอัธยาศัยดี อารมณ์ดี คนบ้านครัวก็รักนายห้างจิม เพราะเป็นคนที่ทำให้ชาวบ้านมีงานทำ ทำให้คนมีเงินขึ้นมา และทำให้เศรษฐกิจแถวนี้ดีขึ้นเยอะเลย"

ลุงอู๊ดเล่าต่อว่า "แต่อยู่มาซัก 20-30 ปี นายห้างจิมก็หายตัวไป เขาว่าไปราชการที่มาเลเซีย ตั้งแต่นั้นทางบริษัทเขาก็ไม่รับผ้าจากของทางบ้านครัวแล้ว เขาก็ไปสร้างโรงงานของเขาเอง ทางบ้านครัวก็เลยต้องเลิกเพราะเมื่อทอผ้าไปแล้วก็ไม่มีตลาดให้ขาย ก็ค่อยๆ เลิกทีละสามบ้านสี่บ้าน เลิกๆๆ จนหมด" จนปัจจุบันนี้ก็เหลืออยู่แค่สองบ้านเท่านั้นที่ยังคงทอผ้าอยู่ คือที่บ้านลุงอู๊ดกับบ้านอีกหลังหนึ่งที่อยู่ติดกัน แต่สำหรับบ้านลุงอู๊ดนั้นจะทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่ย้อมสี ไปจนถึงทอออกมาเป็นผืน แต่เส้นไหมนั้นรับซื้อมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมทั้งจากประเทศจีนและเวียดนามด้วย ส่วนเหตุที่ลุงอู๊ดยังคงทำอาชีพทอผ้าไหมอยู่มาจนถึงตอนนี้ก็เพราะมีความรู้สึกว่า อยู่กับไหมมาชั่วชีวิตแล้ว และมีความรู้ในเรื่องผ้าไหมดี ก็เลยคิดว่าจะทำต่อไป

ที่มา: Manager.co.th

No comments:

Post a Comment